วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

งานกลุ่มมรดกโลก

มหาวิหารอาบูซิมเบล ประเทศอียิปต์
แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกที่ข้าพเจ้าสนใจ


เสนอ
อาจารย์ พิทยะ
ศรีวัฒนสา

จัดทำโดย

นางสาว ศริญญา สายัณห์ 5
01370095
กลุ่ม 2

คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปวัฒนธรรมตะวันตก
เพื่อการนำเที่ยว

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


บทนำ

มรดกโลก คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต ในปี พ.ศ. 2548 มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 6 ข้อสำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 4 ข้อสำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลกมีดังนี้

หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม

- เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์

- เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
- เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานขอ
งวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแท
นของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่ง
สถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
- มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ

- เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทา
งธรรมชาติบนพื้นโลก
- เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ย
นแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
- เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
- เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย ส่วนมหาวิหารอาบูซิมเบลนั้นก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่องค์การยูเนสโก้ได้จัดให้เป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นมหาวิหารของอียิปต์โบราณอันประกอบขึ้นจากหินขนาดใหญ่สองก้อน มีลักษณะเป็นรูปปั้นองค์ฟาโรห์ทั้งสี่ ส่วนองค์ที่สองถล่มลงเนื่องจากแผ่นดินไหว ตั้งอยู่ทางใต้ของอียิปต์ บนริมฝั่งตะวันตกของทะเลสาบนัสซอร์ ระยะทางประมาณ 290 กิโลเมตรจากอัสวาน และเป็นโบราณสถานหนึ่งในมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

ที่ตั้ง

วิหารอาบูซิมเบล : Abu Simbel วิหารที่สวยงามที่สุดของอียิปต์โบรา
• สถานที่ตั้ง : เมืองอัสวาน (ภาคใต้ของอียิปต์)
• ผู้ที่สร้าง : ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramses II )
• ปีที่สร้าง : ประมาณ 3,270 ปีมาแล้ว



การก่อสร้าง


การก่อสร้างของมหาวิหารทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นประมาณปี 1244 ก่อนคริศตกาล และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 20 ปีต่อมา ในปี 1224 ก่อนคริศตกาล รู้จักกันในนาม "วิหารแห่งรามเสสอันเป็นที่รักของเทพเจ้าอามุน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหกวิหารหินแกะสลักที่ก่อสร้างขึ้นในนูเบียในช่วงระยะเวลาการครองราชย์อันยาวนานของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งอียิปต์โบราณเจตนาให้เป็นที่ประทับใจต่ออาณาจักรเพื่อนบ้านทางใต้ อีกทั้งยังเจตนาเพื่อเป็นการเผยแพร่ศาสนาของชาวอียิปต์เข้าไปในแคว้นทางใต้ นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าสถาปัตยกรรมของอาบู ซิมเบลยังบ่งบอกถึงความภูมิใจและตัวตนของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อยู่เล็กน้อย


ความ เป็นมาทางประวัติศาสตร์

วิหารอาบูซิมเบล ( Abu Simbel Temple ) เป็นผลงานของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ในราชวงศ์ที่ 19 มีอายุนับถึงปัจจุบันกว่า 3,299 ปี ( 1290-1224 B.C. ) ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนาสเซอร์ทางตอนใต้สุดของประเทศ ติดชายแดนประเทศซูดานทาง ใต้ของประเทศชาวอียิปต์เรียกว่า Upper Egypt สาเหตุก็เพราะว่ามีพื้นที่ภูมิประเทศสูงกว่าทางด้านเหนือและเป็นแหล่งกำเนิด แม่น้ำไนล์ สายน้ำมหัศจรรย์ที่มีต้นน้ำมาจากประเทศตอนกลางของทวีปแอฟริกามาบรรจบกันที่ ประเทศซูดาน ก่อนไหลผ่านประเทศอียิปต์เป็นประเทศอกแตกตั้งแต่ทางด้านใต้ไปจรดเหนือสุดลง สู้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณทิศเหนือหรือตอนบนเป็นที่ราบลุ่มมีพื้นที่ต่ำกว่า ช
าวอียิปต์จึงเรียกบริเวณนี้ว่า Upper Egyptทางเข้าสู่วิหารอาบูซิมเบลปูด้วยอิฐบล็อกเป็นระเบียบ เส้นทางเลียบทะเลสาบ และมีท่าเรือเทียบหน้าวิหารพอดี เป็นสถาปัตยกรรมของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่หลังจากเว้นว่างจากศึกสงครามปกป้อง ประเทศแล้ว การสร้างเทวสถานเพื่อสักการะและบูชาเทพเจ้าให้มากที่สุด และสร้างสุสานให้กับตัวเองไปพร้อม ๆ กันด้วย และดูเหมือนว่าฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramesess II ) ทรงมีปรีชาสามารถทั้งการรบและสร้างเทวสถานทำนุบำรุงมากกว่าฟาโรห์องค์ใด ๆ พระองค์จึงทรงได้รับการขนานนามต่อท้ายว่า “มหาราช ”รามเสสที่ 2 มีเหตุผลในการสร้างเทวสถานขึ้นบริเวณนี้ เพราะพระองค์ต้องการแสดงอำนาจเหนือ อาณาจักรคูช ( Kush ) ของชาวนูเบียน ซึ่งมีอิทธิพลมากทางอียิปต์ตอนบน Upper Egypt และต้องการให้ผู้คนได้เห็นว่า พระองค์มีบารมีเพราะได้รับการปกป้องจากสุริยเทพที่ผู้คนกราบไหว้ วิหารแห่งนี้จึงสร้างถวายแด่เทพเจ้ารา-ฮอรัคตี้ ( Ra-Jprakhty ) ดังรูปแกะสลักเหนือทางเข้าวิหารแห่งรามเสส และอีกประการเพื่อแสดงความรักต่อองค์มเหสีผู้เป็นราชินี จึงได้สร้างวิหารอีกหลังแก่พระนางเนฟเฟอร์ตารี ( Nefertari ) เพื่อถวายสักการะแด่เทวีฮาเธอร์ ( Hathor ) พระมารดาแห่งจักรวาลอันเป็นสุริยเทวี แต่เทวสถานแห่งนี้ได้ถูกโยกย้ายมาประกอบขึ้นใหม่ และโดยเฉพาะภูเขาทั้งสองลูกที่สร้างครอบเทวสถานทั้งสองหลัง นี้คือภูเขาเทียม แต่ความยิ่งใหญ่กลับสร้างความตื่นตา และกลับยิ่งทึ่งในความสามารถของมนุษย์ที่สามารถแก้ปัญหาอันยิ่งใหญ่ได้ใน เวลาอันรวดเร็วแก่เทวสถานแห่งนี้ เดิมทีวิหารแห่งนี้จมอยู่ในโคลนตมและทรายนานหลายศตวรรษ ถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยชาวสวิส ชื่อ Johann Ludwig Burckhardt ในปี ค.ศ. 1813 ต่อมา Giovanni Battista Belzoni ชาวอิตาเลียนมาสำรวจจนพบทางเข้าในปีค.ศ. 1817 และได้มีการนำทรายในวิหารออกจนหมด จนกระทั่งปีค.ศ. 1960 องค์การยูเนสโก ( Unesco ) ได้เข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงประเทศต่างๆ ด้วย เพื่อกู้เทวสถานและโบราณวัตถุบริเวณใกล้ทะเลสาบนาสเซอร์ที่มีถึง 10 แห่ง หนีน้ำจากการสร้างเขื่อนอัสวานแห่งใหม่ ( Hight Dam ) ถ้าไม่รีบย้ายหนีรับรองเราคงต้องได้ชมวิหารแห่งนี้ใต้น้ำอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงมีเสียงตอบรับช่วยเหลือด้านเงินมากจาก 51 ประเทศ และดำเนินการกู้เทวสถานอาบูซิมเบลโดยทีมงานจากนักโบราณคดีประเทศต่าง ๆ มีอียิปต์ อิตาลี สวีเดน เยอรมนี และฝรั่งเศส โดยเริ่มทันทีเมื่อปีค.ศ. 1964 ตัววิหารอาบูซิมเบลและรูปสลักลอยตัวของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อันใหญ่โตมหึมาถูกตัดออกเป็นชิ้น เหมือนกำแพงหนา ๆ โดยเฉพาะชิ้นส่วนบริเวณในหน้าของรูปสลักจะถูกเลื่อยมาทั้งใบหน้า โดยมีเดือยทางแผ่นหลังของใบหน้ายื่นออกเพื่อสอดเข้ากับชิ้นส่วนช่วงหัวอีกที ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีมากกว่า 2,000 ชิ้น น้ำหนักของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเฉลี่ยประมาณ 10-40 ตัน ทุกชิ้นถูกกำกับด้วยหมายเลขเพื่อการประกอบที่ถูกต้อง หลังจากนั้นจึงได้ขนย้ายชิ้นส่วนดังกล่าวมาก่อสร้างขึ้นใหม่บริเวณที่อยู่ใน ปัจจุบัน การเริ่มสร้างประกอบขึ้นใหม่เริ่มจากการสร้างวิหารและวางรูปสลักรามเสสที่ 2 ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยสร้างภูเขาเทียมครอบทับทีหลังในลักษณะเป็นโดม ( Dome ) ตัววิหารทั้งสองหลังหันหน้าออกไปทางทะเลสอบนาสเซอร์ อยู่ห่างจากพื้นที่เดิมประมาณ 210 เมตร และบริเวณนี้มีความสูงกว่าพื้นที่เดิมกว่า 65 เมตร ทุกอย่างทางทีมงานนักโบราณคดีพยายามให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด เพื่อความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานแห่งนี้ และโครงการนี้ก็เสร็จสมบูรณ์เปิดให้เข้าชมอีกครั้งใน ค.ศ. 1968 รวมเวลาการกู้และบูรณะยาวนานถึง 4 ปี เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


มหาวิหารแห่งฟาโรห์รามเสสที่ 2 เดิมก่อสร้างโดยเจาะภูเขาหินทรายลึกเข้าไป ด้านหน้ามีขนาดความกว้าง 35 เมตร เหมือนหน้าผา สูง 30 เมตรมีรูปสลักประทับนั่งของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เองถึง 4 รูปเพื่อเฝ้าด้านหน้าวิหารแห่งนี้ มีความสูงถึง 20 เมตร รูปสลัก 2 องค์ จากซ้ายส่วนหัวแตกหักหล่นลงอยู่เบื้องล่าง และรูปสลักฟาโรห์ทั้ง 4 จะปรากฏรูปสลักเล็ก ๆ เป็นผู้หญิงยืนระหว่างขาของรูปคือ รูปสลักของพระมารดา มเหสี โอรสและธิดาของฟาโรห์ อันมีความหมายว่า พระองค์คือผู้ปกป้องนั่นเอง มีวิธีสังเกตดังนี้ เช่น รูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 จะมีชื่อของท่านแกะสลักร่องลึกอยู่ที่ต้นแขน ช่องที่แกะชื่อด้วยอักษรอียิปต์โบราณ (Hieroglyphic) นั้น เขาเรียกว่าคาร์ทูช (Cartouche) ตัวคาร์ทูชนี่แหละคือตัวบ่งบอกอธิบายหลักฐานต่าง ๆ ในอียิปต์ให้เราเข้าใจ ด้านบนสุดด้านหน้าวิหารจะถูกประดับด้วยรูปสลักลิงนั่งเรียงเป็นแถวยาวตาม ความยาวของหน้าวิหารนับได้ 22 ตัว ตัวเลข 22 ดังกล่าวนี้ หมายถึง ช่วงเวลาของแต่ละวันมันจะหมุนไปตลอดเวลา เปรียบเหมือนอากัปกริยาของลิง อันหมายถึงใน 1 วันมีแค่ 24 ชั่วโมง ฟาโรห์รามเสสคงสร้างไว้เป็นคติสอนใจพวกที่ไม่รู้คุณค่าของเวลา แต่หนังสือบางเล่มเขียนว่ามีลิง 23 ตัวด้วย ลิงบาบูนจะเป็นสัญลักษณ์ของการสักการบูชาและการทำความเคารพดวงอาทิตย์ เนื่องจากแสงอาทิตย์แรกจะส่องไปยังลิงพวกนี้ก่อน แล้วค่อยเลื่อนลงมาจับรูปปั้นทั้ง 4 ของ Ramses II ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับการแสดงความเคารพต่อดวงอาทิตย์นอกเหนือจากการบ่งบอกช่วง เวลา เหนือประตูทางเข้าวิหารคือ รูปสลักเทพเจ้ารา –ฮอรัคตี้ ประทับยืนโผล่ออกมาจากช่องเหนือประตูหน้าวิหาร ด้านข้างคือภาพแกะสลักร่องลึกรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ทั้งสองด้านกำลังบูชา โดยในมือยื่นถวายเทวีมาอัต ( Maat ) แด่เทพเจ้ารา – ฮอรัคตี้ ห้องโถงแรกภายในวิหารเรียกว่า ( Great Pillared Hall) จุดเด่นอยู่ที่เสาทั้ง 8 ต้นถูกประดับด้วย


รูปสลักของรามเสสที่ 2
ทรงเครื่องแบบเทพโอซิริส ช่วยยืนค้ำภายในวิหาร เป็นสไตล์คล้ายศิลปะกรีก ที่นิยมนำรูปปั้นคนมาตกแต่งหัวเสา แต่เป็นภายนอกอาคาร ผนังภายในวิหารถูกแกะสลักร่องลึกลงสีรูปเรื่องราวต่าง ๆ พร้อมคาร์ทูชอธิบายเหตุการณ์มากมาย ภาพส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับภารกิจด้านสงครามของรามเสสที่ 2 เป็นภาพที่สำคัญยิ่งที่พระองค์ได้รับชัยชนะราวปาฏิหาริย์ เพราะพระองค์ได้รับพรและความช่วยเหลือจากเทพเจ้าอะมอนรา คือครั้งการสู้รบกับพวกฮิตไทต์ (Hittites) ที่เมืองคาเดช ( Kadesh ) ในปี 1300 B.C. ตามประวัติศาสตร์อ้างว่ารามเสสที่ 2 สามารถสนองความประสงค์ของผู้เป็นพ่อคือฟาโรห์ เซติที่ 1 ( Seti I ) ที่ทรงต้องการปราบพวกฮิตไทต์เป็นหนักหนา แต่ชัยชนะที่รามเสสที่ 2 ได้รับก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ยั่งยืนหรือถาวรเพราะกองทัพฮิตไทต์ฉลาดในการรบยิ่ง รามเสสที่ 2 จึงใช้วิธีทำสัญญาสงบศึกจนมีความสัมพันธ์แนบแน่นเมื่อพระองค์ได้เจ้าหญิง แห่งฮิตไทต์มาเป็นพระสนมถึง 2 องค์ เลยเพิ่มสถิติจำนวนมเหสีและนางสนมทั้งสิ้น รวม 60 พระองค์แก่รามเสสที่ 2 ส่วนโอรสและธิดานั้นนับร้อย แถมพระองค์ยังอายุยืนอีกต่างหากถึง 92 พรรษา ในที่สุดก็มาถึงห้องที่สำคัญที่สุดซะที ห้องสำคัญที่ว่าคือ ห้องขนาดเล็กอยู่ลึกสุดภายในวิหารก่อนผ่านพิลลาร์ฮออล์ ( Pillared Hall) ขนาดเล็กไป ห้องนี้ลึกถึง 47 เมตร จากปากทางเข้า ตรงกลางห้องมีแท่นบูชาสำหรับวางเรือศักดิ์สิทธิ์ของเทพอะมอนรา (Sacred Braque) ติดผนังด้านหลังสุดของห้องเล็ก ๆ นี้มีรูปสลักลอยตัว 4 รูปประทับนั่งอยู่ มองเข้าไปนับจากด้านขวามือของเราเองคือเทพ รา-ฮอรัคตี้ (มีแผ่นสุริยวงกลมบนศีรษะ) ถัดมาคือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 รูปที่ 3 คือเทพอะมอนราและเทพพทาห์องค์ซ้ายสุด มือสองข้างกุมคฑา ภาพฝาผนังด้านข้างเป็นภาพการบูชาเทพอะมอนราพร้อมรูปเรือโซลาร์โบ๊ต ที่เทพเจ้าใช้เป็นพาหนะเดินทางท่องจักรวาล เทพเจ้าทั้ง 3 รูปล้วนมีความสำคัญยิ่งในดินแดนไอยคุปต์ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 จึงอัญเชิญมาประทับรวม ณ วิหารแห่งนี้ เทพรา-ฮอรัคตี้เป็นสุริยเทพแห่งเมืองเฮลิโอโปลิสที่เคยเป็นเมืองหลวง เทพพทาห์เป็นเทพประจำเมืองเมมฟิสอดีตเมืองหลวงเช่นกัน และเทพอะมอนรา เทพประจำเมืองหลวงธีบส์ในสมัยรามเสสที่ 2 เอง


ภายในห้องนี้ยังมีปรากฏการณ์สำคัญอีกอย่างด้วย แต่เป็นที่น่าแปลกใจตรงที่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะย้ายวิหารมายัง ที่ปัจจุบันเสียอีก แต่เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี้ก็ยังเกิดปรากฏการเช่นเดิมอีก เพียงแต่วันที่จะปรากฏการณ์เปลี่ยนไปเท่านั้นคือ ทุก ๆ ปีในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และ 22 ตุลาคม เพียง 2 ครั้งใน 1 ปี จะมีลำแสงของดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าตรู่จากทางตะวันออก พุ่งกระทบแผ่นน้ำในทะเลสาบ มาทะลุผ่านวิหารลอดเข้าสู่ภายในห้องบูชาแห่งนี้ เรื่องวันที่เกิดปรากฏการณ์แบ่งเป็น 2 ชุดใหญ่ๆ คือ วันที่แสงส่องก่อนย้ายวิหาร กับวันที่แสงส่องหลังย้ายวิหารไปแล้ว โดยรวมสรุปได้ประมาณนี้ ก่อนย้ายแสงจะส่องเข้าวันที่ 21 มีนาคม และ 21 กันยายน หลังย้ายแสงจะส่องเข้าวิหารมี 3 ข้อมูล คือ 20 กุมภาพันธ์ และ 20 ตุลาคม, 21 กุมภาพันธ์ และ 21 ตุลาคม, 22 กุมภาพันธ์ และ 22 ตุลาคม วันที่ยืนยันว่าเกิดปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างยืนยันว่าเป็นวันที่ 22 มากกว่าวันอื่นๆ ลำแสงจะไปจับอยู่ที่เทพรา-ฮอรัคตี้ ก่อนแล้วค่อยเคลื่อนไปที่รูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 สักพักก็เลื่อนไปฉายที่รูปเทพอะมอนรา ก่อนฉายกลับมาทางเดิมโดยที่ไม่ฉายไปที่เทพพทาห์เลย เหตุผลคือ เทพพทาห์ เป็นเทพที่สถิตอยู่ในความมืดมิดนั่นเอง นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ นั้นคือเหตุผลที่ทำให้เรายอมรับการคำนวณของคนในสมัยโบราณ เพิ่มเติมเรื่องเทพพทาห์ (Ptah) คือเทพประจำนคร Memphis ดูแลงานช่าง งานฝีมือ อาจจะเกี่ยวกับโลกใต้บาดาล และคนตายบ้าง แต่ว่าไม่มีเหตุผลที่เทพพทาห์จะต้องอยู่ในความมืด จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมเทพพทาห์ถึงต้อง “ไม่โดนแสง" เพราะยังไม่มีหลักฐานจากตำนานไหนที่บอกว่า "เทพพทาห์คือเทพที่สถิตอยู่ในความมืดมิด" เหตุผล “การไม่โดนแสง” จึงน่าจะเป็นการอธิบายจากคนรุ่นใหม่มากกว่าเป็นความตั้งใจของคนยุคโบราณที่ จะสร้างวิหารออกมาเช่นนั้น เทพ Amun ที่แปลว่า "ซ่อนเร้น" ยังเหมาะและดูสมเหตุสมผลกว่า ในการ “ไม่ให้แสงส่องมาถึง” เนื่องจากพระองค์เป็น "ผู้ซ่อนเร้น" ดังนั้นจึงไม่มี แสงสว่างส่องมาถึงพระองค์ พราะหากคิดในแง่การคำนวณแสงจริงๆ เมื่อมีการย้ายวิหารมาที่ใหม่ก็ไม่น่าจะเกิดปรากฏเฉพาะตามที่คนโบราณตั้งใจ ไว้ แต่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญโดยมีเงื่อนไขว่าวิหาร ต้องหันไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น (เสนอประเด็นไปท้าต่อยกับการท่องเที่ยวอียิปต์แล้ว ไม่มีปรากฏการณ์เรียกความสนใจ มันจะเรียกเงินจากนักท่องเที่ยวได้ไง เขาก็ต้องคิดเรื่องมาอธิบายสิ) แต่เดิมภายใน Abu Simbel เคยทาสีไว้ทั้งหมด ภาพที่ David Roberts วาดมาก็มีสีเหมือนกันเป็นไปได้ว่าเดิมรูปปั้นทั้ง 4 นี้ก็มีสีเป็นปกติ แต่ว่าสีเริ่มหลุดร่อนมาเรื่อยๆ เพราะสภาพอากาศและความชื้นจากนักท่องเที่ยวรวมทั้งตอนขนย้ายวิหาร ทำให้สภาพในตอนนี้สีได้หลุดลอกไปจนหมด สถานที่สุดท้ายที่จะกล่าวถึง เป็นวิหารแห่งฟาโรห์รามเสสมหาราชคือ วิหารแห่งพระนางเนฟเฟอร์ตารี หรืออาจเคยได้ยินชื่อเรียกที่ว่า ( Temple of Hathor, Temple of Love, Nefertari Temple) สร้างถวายแด่เทวีฮาเธอร์ ด้านหน้าวิหารมีรูปสลักลอยตัวสูงประมาณ 10 เมตร เป็นรูปของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ขนาบสลับกันกับรูปพระนางเนฟเฟอร์ตารีซึ่งสวมมงกุฎราชินีทั้ง 2 รูป ซึ่งรูปของรามเสสที่ 2 ทรงสวมหมวกแบบฟาโรห์พร้อมมงกุฎหางนกมีแผ่นโซลาร์ดิสก์ มีความหมายถึงพระองค์เทียบเท่าสุริยเทพ และรูปสลักของรามเสสอีก 3 รูป ทรงสวมหมวกทรงปาปิรัสและดอกบัวตูม มีความหมายถึงการขึ้นครองสองอาณาจักรทั้งอียิปต์ล่างและอียิปต์บน ส่วนรูปปั้นองค์เล็กในแต่ละช่วงของระหว่างขาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 และพระนางเนฟเฟอร์ตารี คือ โอรสและธิดาในพระองค์ บ่งบอกความหมายว่า พระองค์ทั้งสองคือผู้ปกครองภายในวิหารด้านหลังกำแพงทางเข้าเป็นภาพการต่อสู้ ที่สำคัญยิ่ง ณ ที่แห่งนี้ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่มีชัยชนะเหนือชาวนูเบียน และที่สำคัญคือ ภาพเทพอะมอนราคอยช่วยเหลือโดยยื่นอาวุธให้กับรามเสสเพื่อสังหารชาวนูเบียน อีกด้วย เสา 6 ต้น ( Pillars ) ภายในห้องโถงประดับหัวเสาด้วยศิลปะแบบฮาเธอร์ ( Hathor Pillars ) คือใช้รูปใบหน้าของเทวีฮาเธอร์ใบหูวัวประดับหัวเสา เทวีฮาเธอร์ได้ชื่อว่าเป็นพระมารดาแห่งจักรวาล เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามและความรัก และยังถือว่าเป็นสุริยเทวีที่สุริยเทพ รา ทรงเนรมิตขึ้นมาอันมีวัวเป็นสัญลักษณ์ ดังนั้นรูปลักษณ์ของเทวีจึงอยู่ในร่างมนุษย์ มีเขาวัวคู่พร้อมแผ่นสุริยวงกลมบนหัว ภาพบนฝาผนังของวิหารแห่งนี้ถูกประดับด้วยภาพสีบนร่องลึกที่แกะสลักไว้ ที่สำคัญ คือ ภาพที่พระนางเนฟเฟอร์ตารี่ทรงได้รับการประทานพรให้ได้สวมมงกุฎราชินีจากเทวี ฮาเธอร์และเทวีไอซิสและคำร่ำลืออันยิ่งใหญ่ถึงราชินีองค์นี้ก็คือ พระนางทรงเป็นที่รักยิ่งของเทวีมัต ( Mut ) ผู้เป็นมเหสีของสุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ คือเทพอะมอนรานั่นเอง


แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง

หุบผากษัตริย์และหุบผา ราชินี


หุบ ผากษัตริย์ (Valley of the King) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำไนล์ โดยหุบเขานี้เป็นสุสานของฟาร์โรห์ตั้งแต่ สมัยTuhtmose หลบซ่อนอยู่ในเทือกเขา Theban มีทั้งบรรพกษัตริย์ เหล่าราชวงศ์และขุนนางทั้งหลาย ถือเป็นโบราณสถานที่ สำคัญแห่งหนึ่งของอียิปต์ที่มีการ ขุดค้นทางโบราณคดีเกือบศตวรรษ ปัจจุบัน สุสานนี้มี อายุกว่า 3,000 ปี การตกแต่งภายใน วิหารเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมที่งดงาม และสีของภาพยังคงดูสดใส มีชีวิตชีวาอยู่ ณ ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสุสานของฟาโรห์ตุตันคาแมน ซึ่งสมบัติ ทั้งหมดที่ค้นพบ ถูกแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ไคโร และสุสานของ พระนางฮัตเซบสุด ฟาร์โรห์หญิงองค์เดียวของอียิปต์ หรือราชินีหนวด อนุสรณ์แห่งนี้สร้างขนาน ไปกับเทือกเขา และระหว่าง ทางก็จะมีรูปสลักหินลอยตัวขนาดใหญ่ของพระเจ้าอเมนโนฟิสที่ 3 ซึ่งได้ ตำนานเล่าเรื่องประหลาดของรูปสลักหินนี้ไปไกล ถึงกรีซ

พิพิธภัณฑ์อียิปต์


พิพิธภัณฑ์ ของกรุงไคโร นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ของโลกที่เก่าแก่ที่สุดมานานและมีชื่อเสียง เนื่องจากเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณที่ถูกค้นพบจากที่ต่างๆ จากหลายยุคสมัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยท่านเมเรียต ออกัสท์ นักเชี่ยวชาญวัตถุโบราณ ชาวฝรั่งเศษ เริ่มเปิดขึ้นวันที่ 15 เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ 1902
จาก ประวัติศาสตร์อียิปต์ได้กล่าวว่า ในสมัยปี ค.ศ 1826 ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ชั่ว คราว ณ ริมฝั่งสระเอซเบก แต่กษัตริย์สมัยนั้นกลับ ไม่เห็นความสำคัญ นำวัตถุโบราณ มอบเป็นของกำนัลแก่นักบริหาร และข้าราชการชั้นสูงชาวยุโรป ทำให้วัตถุโบราณเหลือ น้อยลงมาก โดยเฉพาะในปีค.ศ. 1855 จักรพรรดิมิกส์มิเลียนชาวออสเตรีย ได้นำวัตถุ โบราณจากอียิปต์เป็นของกำนัลกลับประเทศ จากท่านเคเดวีย์อับบาสบาชา เมื่อครั้นมา เยือนอียิปต์ ทำให้ชาวอียิปต์ต่างเศร้าสลดใจอย่างมาก และปัจจุบัน วัตถุเหล่านั้นก็ยังอยู่ ณ กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย

วิหารคาร์นัค

มหาวิหารคาร์นัค เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของอียิปต์ เป็นมหาวิหารที่บอกเรื่องราวและร่องรอยแห่งอารยธรรมที่แท้จริงของอียิปต์ ทั้งโบราณทางด้านศิลปะ และวัฒธรรมของคนในยุคนั้นได้บ่งบอกไว้ในซากปรักหักพังของมหาวิหารคาร์นัคอัน ยิ่งใหญ่และกว้างใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ มหาวิหารคาร์นัคอยู่ห่างจากศูนย์กลางตัวเมืองคือ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวิหารลักซอร์ประมาณ 2.6 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าอะมอนรา เช่นเดียวกันกับวิหารลักซอร์ และเพื่อเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ ดังนั้นวิหารทั้งสองจึงมีความเกี่ยวพันกันเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนาด้วย


สรุป

วิหารอาบูซิมเบล : Abu Simbel เป็นวิหารที่สวยงามที่สุดของอียิปต์โบราณ ตั้งอยู่ที่เมืองอัสวาน (ภาคใต้ของอียิปต์) สร้างโดย ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ( Ramses II ) เมื่อ ประมาณ 3,270 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "วิหารแห่งรามเสสอันเป็นที่รักของเทพเจ้าอามุน เคยเป็นหนึ่งในหกวิหารหินแกะสลักที่ สถาปัตยกรรมของอาบู รามเสสที่ 2 มีเหตุผลในการสร้างเทวสถานขึ้นบริเวณนี้ เพราะพระองค์ต้องการแสดงอำนาจเหนือ อาณาจักรคูช ( Kush ) ของชาวนูเบียน ซึ่งมีอิทธิพลมากทางอียิปต์ตอนบน Upper Egypt และต้องการให้ผู้คนได้เห็นว่า พระองค์มีบารมีเพราะได้รับการปกป้องจากสุริยเทพที่ผู้คนกราบไหว้ วิหารแห่งนี้จึงสร้างถวายแด่เทพเจ้ารา-ฮอรัคตี้ ( Ra-Jprakhty ) ดังรูปแกะสลักเหนือทางเข้าวิหารแห่งรามเสส และอีกประการเพื่อแสดงความรักต่อองค์มเหสีผู้เป็นราชินี จึงได้สร้างวิหารอีกหลังแก่พระนางเนฟเฟอร์ตารี ( Nefertari ) เพื่อถวายสักการะแด่เทวีฮาเธอร์ ( Hathor ) พระมารดาแห่งจักรวาลอันเป็นสุริยเทวี นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่สำคัญ เช่น หุบผากษัตริย์และหุบผาราชินี พิพิธภัณฑ์อียิปต์ และ วิหารคาร์นัค จึงนับได้ว่า วิหารอาบูซิมเบล เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมากที่หนึ่ง ของอียิปต์โบราณ เป็นที่ที่ทรงคุณค่าควรแก่การทำนุบำรุงรักษาและอนุรักษ์ไว้ ถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นอียิปต์ได้เป็นอย่างดี



บรรณานุกรม

Imseti,Detectiveoat13

http://www.pantown.com/board.php?id=36953&area=3&name=board5&topic=15&action=viewนิตยสาร เที่ยวรอบโลก ฉบับที่ 225 ( อภิชาย ติยะจันทร์ )
หนังสือ อียิปต์ดินแดนแห่งฟาโรห์ ( วีณา รุธิรพงศ์)
หนังสือ จิบไนล์ ไต่พีระมิด ( กาญจนา หงษ์ทอง )
หนังสือ อาถรรพณ์ อียิปต์ ( สำเริง สำพันธารักษ์ )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น