วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศิลปวัฒนธรรมตะวันตกเพื่อการนำเที่ยว(02)



มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์
(Westminster Cathedral)


มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ (อังกฤษ: Westminster Cathedral) ตั้งอยู่ในนครลอนดอน, แคว้นอังกฤษ, สหราชอาณาจักร เป็นมหาวิหารหลัก (mother church) ของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในอังกฤษและเวลส์ และยังเป็นโบสถ์แห่งนครหลวง รวมถึงเป็นมหาวิหารอันเป็นที่พำนักของ อาร์คบิ ชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์
มหาวิหารตั้งอยู่ที่ SW1, ถนนวิกตอเรีย, เขตเวสต์มินสเตอร์ โดยเป็นโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกที่ ใหญ่ที่สุดในอังกฤษและเวลส์ ซึ่งชื่อของมหาวิหารนี้อาจทำให้หลายคนสับสนกับเวสต์มินสเตอร์แอบบี (Westminster Abbey) โดยอาร์คบิชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์องค์ปัจจุบันคือ อาร์คบิชอปคอร์แมค คาร์ดินัล เมอร์ฟี-โอ คอนเนอร์
ประวัติศาสตร์


ในช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่คณะสงฆ์ของโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกในอังกฤษและเวลส์พึ่งจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาได้ไม่นาน ซึ่งพึ่งจะมีการแต่งตั้งอาร์คบิชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์องค์แรก นั้นคือ อาร์ คบิชอปคาร์ดินัล ไวส์แมน (ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอาร์คบิชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์เป็นองค์แรก ระหว่าง ค.ศ. 1850 - ค.ศ. 1865) ซึ่งเป็นผู้ที่รวบรวมเงินมาก่อสร้างมหาวิหารแห่งนี้ และต่อมาจึงได้รับที่ดินสำหรับก่อสร้างในปี ค.ศ. 1884 แต่พระองค์ก็มิได้มีชีวิตอยู่จนถึงเวลาที่มหาวิหารเสร็จสมบูรณ์ โดยผู้ที่มาสานต่อการก่อสร้างมหาวิหารแหง่นี้ก็คืออาร์คบิชอปคาร์ดินัล แมนนิง ผู้ที่ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเข้าไปอยู่ในเรือนจำทอทฮิลล์ ฟิลด์ บริดเวลล์ ต่อมาจากความล่าช้าสองครั้งนั้นคือในปี ค.ศ. 1867 และ ค.ศ. 1892 การก่อสร้างจึงเริ่มอีกครั้งในปี ค.ศ. 1895



ข้าพเจ้าชอบสถาปัตยกรรมนี้เพราะว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เป็นมหาวิหารหลักและยังเป็นโบสถ์แห่งนครหลวงที่สำคัญของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในอังกฤษ ตกแต่งได้อย่างสวยงาม สีสันดึงดุดสายตา สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลๆได้ ถือว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมากในประเทศอังกฤษ ควรแก่การรักษาเอาไว้



อ้างอิง

Patrick Rogers. Westminster Cathedral: from Darkness to Light. Burns & Continuum International Publishing Group, London (2003). ISBN 0-86012-358-8

ศิลปวัฒนธรรมตะวันตกเพื่อการนำเที่ยว(02)

สรุปเรื่อง 395 ปี บันทึกของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจน มื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง จากนั้นเขาต้องอพยพภัยหนีลงเรือเพื่อเอาชีวิตรอด จากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว ในอินเดีย ขณะมีอายุ 28 ปี รวม 21 ปีที่เขาใช้ชิวิตอยู่ในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในยังที่ต่างๆมามากมายหลายที่ เช่น เอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก เขาเคยเจอกับเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้ง และ เป็นทาส 13 ครั้ง ปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) มาแล้ว ต่อมาเขาพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ทางใต้ของโปรตุเกส และเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น ถูกตีพิมพ์หลังจากที่เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583 ปินโตเคยเดินทางมายังสยาม 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ปัตตานีและนครศรีธรรมราช ก่อน 8 ค.ศ. 1548 ครั้งสองที่กรุงศรีอยุธยา ปินโตระบุว่า การเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลก ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่อื่นๆแต่อย่างใด เขาระบุว่าเขาได้อุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”
แต่นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายที่แสดงถึงการติดต่อกับบุคคล ดังนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของเวลา แต่เขาพยายามอ้างอิงถึงพยานบุคคลของเขา เพื่อสร้างความแน่ใจว่าเขาได้มีพยานจริงๆ ไม่ได้โกหก แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า บันทึกของเขาเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงแค่นิยาย
หลังจากอ่าน
395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

จากการที่ได้อ่านเรื่องราวของปินโตมาแล้ว ในความคิดของข้าพเจ้าคิดว่า 395 ปี บันทึกของปินโต น่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากกว่าเป็นนิยายผจญภัย

เพราะว่าจากที่อ่านมาถึงแม้ว่าบันทึกของปินโตจะมีความคาดเคลื่อนทางปีและเวลา อาจจะไม่ตรงกับหลักฐานบางอย่างที่เขาอ้างถึง แต่ว่าในบันทึกของเขา เขาก็ได้อ้างถึงสิ่งที่เขาได้เจอและได้เห็นมาจริงๆไม่งั้นเขาคงเอามาเขียนไม่ได้หรอก และอีกอย่างสิ่งที่เขากล่าวถึง หรือ สถานที่ต่างๆที่เขาอ้างก็เป็นที่ที่เขาไปมาแล้วทั้งนั้น จากการที่เป็นคนเดินทางบ่อยไม่อยู่กับที่เขาเลยได้พบเจอเหตุการณ์หลายๆอย่าง หรือ ประสบการณ์เยอะนั่นเอง เขาจึงสามารถเขียนออกมาเป็นบันทึกได้เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าเขาไปเจอเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ได้เห็นอะไร ได้เจออะไร และทำอะไรมาบ้าง จากบันทึกที่เขาเขียนนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเขาเขียนออกมาแบบไม่มีหลักฐานอื่นอ้างอิงเลย แต่สิ่งที่เขาเขียนนั้น มีหลักฐานหลายๆอย่างที่บ่งบอกว่าเขาทำจริงๆ เหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริงๆตามที่เขากล่าว อย่างเช่น ที่เขาอ้างถึงสยาม หรือประเทศไทยเรา ว่าเขาได้มาจริงๆ เขาได้กล่าวถึงการทหารว่ามีการใช้ปืนใหญ่ และที่สำคัญคือ ใช้สัตว์อะไรลากปืนใหญ่ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าสัตว์ที่เขากล่าวถึงที่จริงมันคือสัตว์อะไรกันแน่ แรด หรือ จามรี ถ้าเขาไม่ได้เห็นก็คงบอกไม่ได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง และอีกอย่างตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยก็ได้มีการกล่าวถึงบันทึกของปินโตแสดงว่า บุคคลนี้เป็นบุคคลที่น่ายกย่องจริงๆและสิ่งที่เขาเขียนก็เป็นเรื่องจริง ถึงได้มีการเอาหลักฐานของเขามาอ้าง เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา (2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา (2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้น ซึ่งหลักฐานเหล่านี้มีการกล่าวถึงปินโตทั้งสิ้น มีการอ้างถึงบันทึกของเขา

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าเลยคิดว่า 395ปี บันทึกของปินโต น่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากกว่าเป็นนิยายผจญภัย